ก่อนอื่นต้องให้ความรู้คร่าวๆเกี่ยวกับมัลดีฟส์กันก่อนนะค่ะ
มัลดีฟส์เป็นประเทศที่ประกอบไปด้วยหมู่เกาะมากมายเป็นรูปวงแหวนตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งมีคนอาศัยอยู่ประมาณ 250
เกาะที่เหลือเป็นเกาะให้สัมปทานทำเป็นรีสอร์ทหรูและเป็นที่อยู่ของสัตว์
โดยหมู่เกาะเล็กๆนั้นจับกลุ่มกันเรียกว่า “อะตอล” ซึ่งมีทั้งหมด 26
อะตอล ประเทศมัลดีฟส์มีเมืองหลวงชื่อ “มาเล่”
ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดในทวีปเอเชีย
เอาล่ะค่ะ..ทำความรู้จักกันไปแล้วก็มาเริ่มออกเดินทางตามสไตล์เป้เดินทางกันเลยนะค่ะ
เมื่อพูดถึงมัลดีฟส์แล้วหลายคนก็คงจะนึกถึงบังกะโลกลางทะเล
น้ำทะเลใสๆสีเขียวมรกตและแน่นอนเรื่องค่าใช้จ่ายมันต้องแพงมากอยู่แล้วค่ะเพราะมันคือมัลดีฟส์
แต่!!!!
มันไม่ใช่ทั้งหมดค่ะ
คนธรรมดามนุษย์เงินเดือนอย่างเราก็สามารถไปเยือนได้ค่ะ เอ๊ะยังไงนะหรออย่ารอช้าค่ะรีบตามเรามาสิ..เราจะพาไปเปิดประสบการณ์การเดินทางแบบใหม่
ว่าแล้วก็แบกเป้ตามมาเลยค่ะ....
5 กค. 60
เริ่มต้นออกเดินทางกะทางหางแดงสายการบินที่ทำให้ฝันเราเป็นจริงเพื่อไปต่อเครื่องที่
KL
จากนั้นก็บินต่อจาก KL สู่ Male กับหางแดงเช่นเคยด้วยไฟท์
AK72
เวลา 6.55-8.10 pm.
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชม.ค่ะ
ซึ่งเวลาที่นั่นช้ากว่าเมืองไทย 2 ชม.
จากนั้นก็เดินออกจากตัวอาคารเพื่อขึ้นรถเมล์ไปยังรร. G10 Beach
Inn ใน Hulhumale ที่จองไว้ผ่าน booking.com
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10-15
นาทีก็ถึงแล้วค่ะเพราะแต่ละเกาะมันเล็กมากจริงๆ
อีกทางเลือกหนึ่งคุณสามารถจองรร.ที่มาเล่ได้นะค่ะโดยนั่งเรือจากหน้าสนามบินไปได้เลย แต่ราคารร.ที่นั่นจะแพงกว่า ทันที่ที่มาถึงรร.สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้มมาม่าค่ะเพราะร้านอาหารที่นั่นก็เริ่มทะยอยปิดประกอบกับเหนื่อยกับการเดินทางเลยไม่อยากออกไปไหนอีกแล้ว
เอาเป็นว่าวันนี้ราตรีสวัสดิ์นะค่ะ

จากท่าเรือ Hulhumale ไป male ใช้เวลาประมาณ 20
นาทีโดยเรือโดยสารค่ะ จากนั้นก็นั่งแท็กซี่ไปท่าเรือสปีดโบ๊ทเพื่อไปยังจุดหมายของเรานั่นเอง
วันนี้อากาศไม่ค่อยเป็นใจค่ะคลื่นสูงมากประมาณจากสายตาน่าจะสัก 2
เมตรได้ทำให้ใช้เวลาเดินทางไปยัง Eydhafushi ใช้เวลาไป 3
ชม.และต่อสปีดโบ๊ทไปยังเกาะจุดหมายของเราอีก 15
นาทีเล่นเอาเหนื่อยกะการเดินทางเหมือนกันนะค่ะ
ถึงท่าเรือปุ๊บเจ้าของที่พัก Dhonfulhafi inn ก็มายืนรอรับประหนึ่งว่าเป็นแขกVIP
กันเลยทีเดียวซึ่งที่พักกะท่าเรือเรือใช้เวลา 5 นาทีก็ถึงแล้วจ้า
ถึงปุ๊บ..นี่เลยจ้าเวลคัมดิ้งด้วยมะพร้าวสดๆจากต้นซึ่งปลูกกันเยอะมากมีกันทุกบ้านตามด้วยผ้าเย็นสดชื่นลืมเหนื่อยกันเลยค่ะ
เนื่องจากไม่มีคนเข้าพักดังนั้นบ้านทั้งหลังจึงตกเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียวซึ่งข้าวของเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดนำเข้ามาจากไทยค่ะทำให้มีความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านญาติค่ะ
พักเอาแรงนิดนึงได้เวลาไปเดินชิลที่ชายหาดและดูพระอาทิตย์ตกกันแล้วจ้า
เครดิต : ภาพห้องและที่พักจาก Dhonfulhafi inn page
7 กค. 60 ก่อนออกไปสำรวจเกาะขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับเกาะ Baa Maalhose กันสักเล็กน้อยนะค่ะ
เกาะ Baa Maalhose เป็นเกาะเล็กๆอยู่ในกลุ่ม
Baa
Atoll ที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 200 คนเป็นเกาะที่มีความอุดมสมบูรณ์และอยู่ใกล้กะแหล่งท่องเที่ยวมากมาย
เช่น sand bank, picnic island จุดดำน้ำดูปลากระเบน
เต่า ฉลามและอื่นๆ นอกจากนี้คุณยังสามารถไปเยี่ยมชมรีสอร์ทหรู เช่าดุสิตธานี
หรือจะเป็น Soneva Fushi Resort
หรือจะเดินทางไปสนามบินภายในประเทศได้ภายใน 10-15 นาทีด้วยสปีดโบ๊ท ทั้งนี้คุณสามารถใช้บริการ one day
trip หรือจะจองตั๋วเครื่องบินไปกลับมาเล่ก็ได้ติดต่อกับกับทางที่พักได้ในราคาย่อยเยาว์ค่ะ
เอาละถึงเวลาที่เราจะออกไปเดินเล่นยามเช้ากะอากาศอันแสนสบายและท้องทะเลอันสวยงามกันแล้วค่ะ
เนื่องจากเกาะมีขนาดเล็กจริงๆเดินสักชม.ก็น่าจะรอบแต่เราเน้นถ่ายรูปไปเดินชายหาดชมบรรยากาศไปรู้ตัวอีกทีเกือบ
11 โมงจ้า
จนเจ้าของที่พักต้องตามไปทานข้าวเช้ากันเลยทีเดียว
ว่าด้วยเรื่องของอาหารเช้าแนะนำให้ลองอาหารเช้าแบบท้องถิ่นนะค่ะเป็นทูน่าคลุกกะมะพร้าวทานกับแผ่นโรตีอร่อยใช้ได้ค่ะ
นอกจากนี้แล้วคุณยังสามารถสน๊อคเกิลหน้าหาดได้เลยค่ะขอบอกว่าปลาเยอะมากมากันเป็นฝูงใหญ่มากทั้งปลาเล็กปลาน้อยสวยงามมากค่ะอารมณ์ประหนึ่งอยู่ในตู้ปลากันเลยทีเดียว ขอบอกว่าอุปกรณ์สน๊อคเกิลเจ้าของที่พักจัดเตรียมไว้ให้บริการฟรีไม่คิดเงินแต่น้อยค่ะ....พูดเลยฟินค่ะ
Breakfast:Dinner:
Baa Maalhos view :
อิ่มเอมกะสน๊อคเกิลแล้วเราก็ออกเดินทางไปเที่ยวชมดุสิตธานีรีสอร์ตด้วยสปีดโบ๊ทกันต่อค่ะ ใช้เวลาประมาณ 30
นาทีก็ถึงแล้วจ้าเป็นจังหวะที่ดีมากค่ะ sea plane กำลังจะขึ้นพอดีซึ่งเราไม่มีปัญญาขึ้นก็ขอให้ได้ภาพใกล้ก็ดีใจแล้วค่ะ รีสอร์ทสวยและหรูมากค่ะแน่นอนแพงมากด้วย
นอกจากจะได้เที่ยวชมและถ่ายรูปในบริเวณที่ทางรีสอร์ทอนุญาติแล้วยังมีโอกาสได้เจอกะพนักงานคนไทยหลายคนเลยทีเดียวก็มันเป็นรีสอร์ทของคนไทยนี่น่า ราคา one day trip สามารดูได้จากสรุปค่าใช้จ่ายด้านล่างนะค่ะ
เป็นราคาที่รวมค่าเข้าชมแล้วนะค่ะ
ช่วงเย็นๆฝนตกลงมาซะงั้นแต่ไม่นานก็หยุดค่ะและก็ได้เวลากลับเกาะที่พักของเราแล้วจ้า วันนี้เป็นวันพระจันทร์เต็มดวงของที่นี่ค่ะสวยมากๆๆยิ่งมองจากชายหาดนะเกินบรรยายค่ะ
ชาวบ้านที่นี่ก็ออกมาตกปลากันตอนกลางคืนเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและเป็นมิตรมากค่ะ เป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมมากเห็นเขาตกได้ฉลามด้วยนะเออและปูที่นี่ก็วิ่งสวนสนามกันเยอะมากเพราะว่าชาวบ้านเขาไม่กินปูกันนั่นเองค่ะ
Dusit
Thani Resort :
8 กค. 60
เช้านี้อากาศดีอีกแล้วจ้าไม่พลาดเก็บบรรยากาศพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนเคย วันนี้เราแพลนจะไป sand bank,
picnic island และดำน้ำกันค่ะ
แน่นอนค่ะใช้บริการกับทางรีสอร์ทเช่นเคยค่ะ ซึ่งเจ้าของที่พักเป็นคนเตรียมอาหาร
อุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นร่ม สเน๊อคเกิล ที่สำคัญขาดไม่ได้เลยคือมะพร้าว รับรองว่าคุณจะฟินจนลืมดำกันเลยทีเดียว
พร้อมแล้วเจ้าของที่พักและคนขับสปีดโบ๊ทก็พาเรามุ่งหน้ายัง sand bank บอกได้คำเดียวว่าสวยมากกกกกกกกก
น้ำนี้ใสเห็นยังกะโหลก5555 งานนี้ไม่ห่วงดำแม้แต่น้อยใช้เวลาเต็มที่บนหาดซึ่งไม่มีนักท่องเที่ยวเลยแม้แต่คนเดียวมันเริ่ดตรงนี้แหละค่ะ จากนั้นไป picnic island กันจ้าขึ้นเกาะได้ก็ปักร่มปูผ้าปิดนิคและผักผ่อนตามอัธยาศัยซึ่งมีสิ่งมีขีวิตบนเกาะแค่นกนางนวลและพุ่มไม้เริ่ดอีกแล้วจ้า
Sand
bank :
Picnic Island :
หลังจากโดนปล่อยเกาะสักบ่าย 3
เรือก็กลับมารับไปดำน้ำดูปลากระเบนและเต่ากันต่อจ้า
จริงๆแล้วเราอยู่ทั้งวันยังได้นะไม่อยากกลับเลยเพราะมันสวยมากสวยเกินคำบรรยายเรียกได้ว่าสวรรค์ของคนรักทะเลเลยก็ว่าได้
ออกเรือออกมาไม่ไกลจากเกาะมากนักคลื่นเริ่มสูงฝนเริ่มมา สรุปกระเบนกะเต่าหนีกลับบ้านกันหมดจ้าเลยอด say hello ไหนๆก็ไหนๆละไม่รอช้าค่ะรีบกลับเกาะกันดีกว่าก่อนที่คลื่นจะสูงไปมากกว่านี้
คลื่นที่นี่สูงน่ากลัวเอาการเลยนะค่ะอาจจะเป็นเพราะทะเลลึกกว่าบ้านเราหรือป่าวก็ไม่รู้นะค่ะ ถึงเกาะแล้วรีบอาบน้ำพักผ่อนค่ะ บทสรุปของวันนี้ไหม้เกรียมทุกอนูขุมขนกันเลยจ้า
9 กค. 60
เช้านี้อากาศดีอีกแล้วจ้าไม่พลาดเก็บบรรยากาศพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนเคย
วันนี้ไม่มีแพลนไปไหนค่ะดำน้ำหน้าหาด ถ่ายรูปและพักผ่อนกันเต็มที่ไปเลยจ้า ตอนเย็นดินเนอร์ริมหาดกันด้วย Tuna pizza
จากยักษ์และ French Fried เรียกได้ว่าแค่เฟรนไฟก็อิ่มแล้วจ้า
ก่อนกลับมาว่ากันในเรื่องของที่พักที่มัลดีฟส์กันสักหน่อย
บอกเลยว่าเจ้าของใจดีและเป็นมิตรมากค่ะราคาที่พักที่นี่ไม่แพงเลยค่ะเพราะเป็น
local
island แต่คุณภาพการให้บริการของที่นี่บวกกับความสวยงามของเกาะระดับ5ดาว++
กันเลยทีเดียว ราคาห้องพักคืนละ 55$ ไม่รวมอาหารเช้าและ
65$
รวมอาหารเช้า ที่นี่เขาไม่คิด extra bed นะค่ะถึงแม้คุณจะมากัน
3 คนแต่ถ้านอนห้องเดียวกันเจ้าของเขาก็คิดราคาแค่ 2 คนค่ะไม่พอเท่านั้นนะค่ะเขายังบริการอาหารเช้าให้สำหรับ
3 ท่านเลยจ้าเรียกได้ว่ามา 3 จ่าย 2 ก็ได้นะ
ซึ่งแต่ละห้องใหญ่มากนอน 3 คนได้สบายๆ
แนะนำเลยค่ะ Dhonfulhafi inn คือคำตอบของนักเดินทาง
คือคำตอบของผู้ที่อยากมาเยือนมัลดีฟส์ในราคาที่คุณสัมผัสได้แต่คุณภาพระดับ 5 ดาว+++
10 กค. 60
เช้านี้อากาศเป็นใจมากค่ะทะเลเรียบสงบมากคิดไม่ผิดจริงๆที่จะนั่งสปีดโบ๊ทกลับกัน เจ้าของที่พักนัดเรา 8.00
โมงเช้าเพื่อนั่งเรือไปส่งพวกเราที่ Eydhafushi นั่นเอง
แม่เจ้าบริการดีไรขนาดนี้จากนนั้นเราก็นั่งสปีดโบ๊ทต่อไปมาเล่ใช้เวลาเพียง
2 ชม.เท่านั้นเอง สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาร้านอาหารไทยค่ะและแล้วเราก็มาถึงร้านศาลาไทย
ร้านอาหารไทยที่ราคาไม่ค่อยจะเป็นมิตรกะคนไทยอย่างเราเอาซะเลย อิ่มท้องมีแรงแล้วก็ออกเดินเที่ยวรอบเกาะกันต่อ
เนื่องจากเป็นเกาะเล็กๆเดินแป๊บเดียวรอบเกาะแล้วจ้าแต่ก็มีอะไรหลายๆอย่างให้ดูนะถึงอากาศจะร้อนแต่ก็เพลินดี
ไม่ว่าจะเป็นมัสยิดเก่าแก่ที่ทำมาจากปะการังและร้านค้าต่างๆ สัก5.30
โมงเย็นได้เวลาข้ามเกาะไปสนามบินโดยเรือโดยสารกันแล้วจ้าใช้เวลาเพียง 10
นาทีก็ถึงละ ทันใดนั้นคุณจะได้เห็นพระอาทิตย์ตกน้ำที่สวยงามมากจากท่าเรือหน้าสนามบินเลยจ้า เรียกได้ว่าประทับใจตั้งแต่ต้นยันจบทริปกันเลยทีเดียว เดินเล่นต่อเพลินๆเช็คอินแล้วก็ได้เวลาบ๊าย
บายมัลดีฟด้วยไฟท์ 2 ทุ่ม 55 ไปยังกัวลาลัมเปอร์
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการเดินทาง รับรองว่ามัลดีฟส์จะอยู่ในความทรงจำของคุณไปอีกนานเท่านาน สนใจราละเอียดการเดินทางและที่พัก
ติดต่อมาเลยจ้ายินดีให้คำแนะนำและแชร์ประสบการณ์ที่คุณก็สามารถสัมผัสได้ค่ะ Line ID : vassika7, Tel. 084-0303538 (พาน)
11 กค. 60 ถึง KL เวลาตี 4.30
ยังไม่สว่างเลยหาที่นอนก่อนดีกว่า จากนั้น 9โมงได้เวลาไปเที่ยว KL กันต่อที่ตึกแฝดและมัสยิดกลาง ไปต่อไม่ไหวแล้วร้อนมากมายบวกกับนอนน้อยไปหน่อย
หมดแรงจ้า..บ่าย 3.30 ขึ้นรถบัสกลับสนามบินพร้อมบินกลับไทยด้วยเวลา 6.40-7.50
จบทริปค่ะ
……………Have
a nice trip………………….
สรุปค่าใช้จ่าย ;
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น